นี่หรือคือสะฮารา

ณ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของลิเบีย ภูมิภาคที่เรียกขานกันว่า เฟซซาน (Fezzan) เป็นดังหัวใจที่เต้นอยู่กลางทะเลทรายสะฮารา  นี่คือดินแดนที่ยากจะเข้าถึงเพราะรายล้อมไปด้วยท้องทะเลทราย  ธารวาดี (wadi) หรือลำธารแห้งแล้งในเขตทะเลทราย  เทือกเขา ที่ราบสูง โอเอซิส  และความลี้ลับ  ในช่วงระหว่าง 500 ปีก่อนคริสตกาล ถึงปี ค.ศ. 500 ผู้คน   ราว 100,000 คนได้ปักหลักเพาะปลูกพืชผลและเจริญรุ่งเรืองขึ้นที่นี่ ในภูมิประเทศที่ได้รับน้ำฝนเพียงไม่กี่เซนติเมตรต่อปีและบางปีอาจไม่มีฝนตกลงมาสักเม็ด

ลิเบียคือประเทศอันร้อนแล้งและมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ประชากรเกือบทั้งหมดซึ่งมีราวหกล้านคนกระจุกตัวอยู่ตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หากจะเข้าใจภูมิภาคนี้อย่างถ่องแท้ เราต้องหันหลังให้ทะเลและมุ่งลงใต้ พื้นที่ร้อยละ 95 ของลิเบียคือทะเลทราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 20 เป็นเนินทราย และไม่มีแม่น้ำที่มีน้ำตลอดปีไหลผ่านแม้แต่สายเดียว ทะเลทรายสะฮาราส่วนที่อยู่ในลิเบียเป็นเจ้าของสถิติบริเวณที่ร้อนที่สุดในโลก (57.8 องศาเซลเซียส) แต่ครั้นพอถึงเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) สายลมแห่งรัตติกาลก็อาจบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก

ภูมิภาคเฟซซานเผยเรื่องราวของชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรนกับการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาหลายพันปี อีกทั้งการปรับตัวของมนุษย์เพื่ออยู่รอดในสภาพแวดล้อมสุดหฤโหด ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนไทม์แมชีนที่พาเราย้อนเวลากลับสู่คืนวันอันเก่าแก่… อดีตกาลที่อาจสร้างความประหลาดใจแก่เรา และหากเราอ้อยอิ่งอยู่ที่นี่นานขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราเคยคิด

มนุษย์ปัจจุบันอย่างเราจำใจกล้ำกลืนยอมรับว่า  อดีตกาลคือบทบันทึกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การอพยพครั้งยิ่งใหญ่ ความรุ่งเรืองและล่มสลายของชาติต่างๆ กระนั้น เราก็ยังทำตัวประหนึ่งว่ายุคสมัยของเรานั้นคือบทสุดท้ายของทุกสรรพสิ่ง ทว่าในดินแดนสะฮาราแห่งนี้ ผู้มาเยี่ยมเยือนจะได้เผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเป็นดั่งเครื่องเตือนใจว่าละครบทที่เรากำลังโลดแล่นอยู่นี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน

การสืบเสาะค้นคว้าของแมตทิงลีนำเขาไปยังทะเลทรายอูบารี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเรียงรายไปด้วยทะเลสาบขนาดเล็กหลากสีสันราวอัญมณี ทะเลสาบเหล่านี้คือเครื่องเตือนความจำของยุคสมัยเมื่อครั้งที่แหล่งน้ำใต้ดินยังอยู่ใกล้กับผิวดินมากกว่าในปัจจุบัน ทะเลสาบเมกะเฟซซานขนาดไล่เลี่ยกับประเทศอังกฤษ เคยทอประกายอยู่ที่นี่เมื่อราว 200,000 ปีก่อน ตอนที่ฝนฟ้าและน้ำท่ายังบริบูรณ์ และร่องน้ำโบราณก็เป็นหลักฐานว่า แม่น้ำหลายสายเคยไหลผ่านกลางทะเลทรายแห่งนี้

แล้วเราจะระบุทางน้ำเมื่อครั้งอดีตกาลได้อย่างไร คำตอบก็คือจากเบื้องบนน่ะสิ การใช้ภาพถ่ายเรดาร์จากอวกาศช่วยให้ทีมงานจากโครงการการอพยพแห่งทะเลทรายสามารถระบุร่องรอยของแร่ธาตุจากทะเลสาบและน้ำพุโบราณ จากนั้นจึงขับรถไปยังจุดเหล่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่นักมานุษยบรรพกาลวิทยาค้นพบเครื่องมือหิน หัวธนู เตาไฟ หลุมศพ และเบาะแสอื่นๆที่บ่งชี้ถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

มนุษย์สมัยใหม่ยุคแรกสุดในภูมิภาคนี้เป็นพวกเก็บของป่าและล่าสัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาเมื่อราว 130,000 ปีก่อน คนเหล่านี้อพยพออกไปเมื่อฝนค่อยๆลดปริมาณลงในช่วง 70,000 ปีก่อน ครั้นเมื่อฝนกลับคืนมา มนุษย์ก็หวนสู่ดินแดนนี้อีกครั้ง วัฏจักรของการอพยพกลับไปกลับมานี้เรียกว่า เครื่องสูบน้ำแห่งสะฮารา (Saharan Pump) หรือการย้ายถิ่นฐานของมนุษย์เข้าๆออกๆจากดินแดนตอนเหนือของแอฟริกา อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ศิลปะบนแผ่นหินยุคแรกๆ คือบันทึกความทรงจำของสะฮาราในยุคที่ชุ่มฉ่ำ อันเป็นช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตซึ่งต้องพึ่งพาน้ำอย่างสิงโต ช้าง และแรด เคยท่องไปทั่วดินแดนแถบนี้

แต่แล้วปรากฏการณ์แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อช่วงเวลาแห่งความชุ่มชื้นครั้งล่าสุดปิดฉากลง ราว 5,000 ปีก่อน สายฝนเริ่มทิ้งช่วงอีกครั้ง ทะเลสาบน้อยใหญ่อันตรธานไป และทะเลทรายก็รุกคืบเข้ามา แต่ครั้งนี้ผู้คนยังคงหยัดยืนต่อไป ศิลปะบนแผ่นหินแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการล่าสัตว์มาเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์เนิ่นนานแล้ว ตามมาด้วยการก่อตั้งชุมชนที่เริ่มจากการสร้างบ้านแปลงเมืองและหันมาทำเกษตรกรรม เกิดเป็นอารยธรรมของชาวการามานเตส

ชาวการามานเตสเจริญรุ่งเรืองขึ้นที่นี่ในสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกับสะฮาราในปัจจุบัน นักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า คนเหล่านี้เป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย แต่การขุดค้นที่เมืองการามา เมืองหลวงของชาวการามานเตส (ใกล้กับเมืองจาร์มาห์ในปัจจุบัน) และการสำรวจภาคพื้นดินโดยทีมของแมตทิงลีกลับชี้ให้เห็นว่า พวกเขาเป็นชนเผ่าที่อยู่   ติดที่และเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรรอบๆโอเอซิส พวกเขาสร้างระบบชลประทานอันซับซ้อนที่เอื้อต่อการปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง อินทผลัม และมะกอก คลองส่งน้ำใต้ดินที่เรียกว่า ฟอกการอ จะเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำใต้ดินและลำเลียงไปยังเรือกสวนไร่นาโดยไม่สูญเสียน้ำจากการระเหย นักวิจัยยังคงพบเห็นร่องรอยของคลองส่งน้ำความยาวเกือบ 1,000 กิโลเมตร ระบบชลประทานนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่แล้วแหล่งน้ำ “โบราณ” ซึ่งถูกกักเก็บไว้ในช่วงที่มีน้ำท่าบริบูรณ์ก็เริ่มเหือดแห้ง จนในที่สุดอารยธรรมก็ล่มสลาย

หากมองเผินๆทะเลทรายสะฮาราดูคล้ายปราการที่แบ่งแยกแอฟริกาออกเป็นสอง แต่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในลิเบียมาหลายพันปี ทะเลทรายแห่งนี้คือฉนวนหรือทางผ่านของสินค้า เช่น ทองคำ งาช้าง และทาส ที่เดินทางขึ้นเหนือมาจากภูมิภาคซับสะฮารา ขณะที่น้ำมันมะกอก ไวน์ แก้ว และสินค้าอื่นๆ ล่องใต้มาจากเมดิเตอร์เรเนียน

ฉนวนสะฮารานี้ยังอาจเป็นหนึ่งในเส้นทางที่บรรพบุรุษของเราใช้ขณะอพยพจากทางตะวันออกของแอฟริกา นักวิชาการเชื่อกันมานานแล้วว่า มนุษย์ยุคแรกได้ขยายถิ่นฐานจากภูมิภาคซับสะฮาราเข้าสู่ยูเรเชียโดยเดินทางขึ้นไปตามแม่น้ำไนล์และข้ามคาบสมุทรไซนาย หรือไม่ก็ข้ามทะเลแดง ปัจจุบัน นักวิชาการกำลังอภิปรายถึงอีกแนวคิดหนึ่ง กล่าวคือ ภูมิภาคเฟซซานอาจเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอพยพอันยาวไกลที่นำมนุษย์สมัยใหม่บางส่วนไปยังชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และจากที่นั่นจึงข้ามไปยังคาบสมุทรไซนาย บางทีบรรพบุรุษของเราอาจเดินทางจากเกรตริฟต์แวลลีย์ทางตะวันออกของแอฟริกาโดยข้ามทะเลทรายแห่งนี้ ก่อนจะแพร่กระจายและสืบทอดเผ่าพันธุ์จนกลายมาเป็นพวกเราในทุกวันนี้

แมตทิงลีบอกว่าที่เขาชื่นชอบวิชาโบราณคดีก็เพราะ “มันให้บทเรียนสำหรับปัจจุบัน” 1,500 ปีหลังจากอารยธรรมของชาวการามานเตสล่มสลาย ขณะนี้รัฐบาลลิเบียกำลังก่อสร้างโครงการแม่น้ำเทียม (Great Man-Made River) ซึ่งเป็นเครือข่ายท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำบาดาลโบราณใต้ทะเลทรายสะฮารา เพื่อใช้ในการพลิกฟื้นผืนทรายให้ผลิบาน น้ำที่สูบขึ้นมานั้นถูกกักเก็บไว้เนิ่นนานหลายหมื่นปีในช่วงที่น้ำท่ายังบริบูรณ์  กระนั้นระดับน้ำใต้ดินก็เริ่มลดลงแล้วหลังมีการสูบขึ้นมาใช้  คาดกันว่าโครงการนี้คงมีอายุขัยเพียง 50 ถึง 100 ปี ซึ่งสำหรับภูมิภาคแห่งนี้แล้ว นั่นก็แค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

ที่มา : เนชั่นเเนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม 2552

Advertisements

ให้ความเห็น